How to ..present TEA ?

ชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ด้วยรสชาติ กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ และคุณประโยชน์จากสารอาหารในชา การดื่มชา ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ที่ไทยเอง ซึ่งลักษณะการเสิร์ฟชาของแต่ละประเทศก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เพราะรูปลักษณ์การนำเสนอ และเสิร์ฟชา แต่ละครั้งต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการชง บรรยากาศแวดล้อมในการนั่งดื่มชา ที่อาจจะต้องเพิ่มความสุนทรีย์ในการดื่มด้วยต้นไม้ ดอกไม้ เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ร้านไม่ควรให้มีกลิ่นกับข้าวมารบกวนกลิ่นหอมของชา รวมไปถึงคุณภาพของภาชนะในการดื่มนั้นก็มีผลอย่างมากต่อระดับของอร่อยและความประทับใจของผู้ดื่มเช่นกัน

การเสิร์ฟด้วยถ้วยเซรามิคที่หยาบและหนานั้นจะทำให้เกิดผลที่แตกต่างอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับชาแบบเดียวกันที่เสริฟในพอร์เซเลนที่ดี โบนไชน่า หรือ แก้ว หรือการนำเสนอชาที่หลายคนอาจจะลืมคิดไป คือ การนำเสนอในสามด้าน นั้นคือ การมองเห็น กลิ่น และ รสชาติ เพื่อให้แขกได้สัมผัสผ่านทางประสาทสัมผัสให้ครบถ้วน บางร้านจึงมีรูปแบบการเสิร์ฟที่นำเสนอที่แตกต่างกันไป เช่น ให้ลูกค้าดริปชาเอง เสิร์ฟทั้งกาชาเพื่อให้ชุดชา เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้ภาพถ่ายของลูกค้ามีความน่าทานมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามถ้าร้านไหนอยากเสิร์ฟชาเป็นแก้วๆให้ลูกค้า แนะนำเป็นการชงสดๆร้อนๆใหม่ๆทุกครั้ง และเพิ่มอรรถรสในการดื่มชาให้ลูกค้าด้วยการเดินมารินชาให้ลูกค้าที่โต๊ะ จะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงกลิ่นของชาอย่างชัดเจนในขณะที่รินชา ดีกว่าเทจากหลังร้าน กว่าจะยกมาเสิร์ฟลูกค้า สุนทรียะของการดื่มชาก็ลดลงไปอย่างน่าเสียดาย

หากใครยังไม่มีไอเดียว่าจะเสิร์ฟชารูปแบบไหนดี ลองดูก่อนว่า ชาที่ร้านของคุณเป็นชาสไตล์ไหน


1. การเสิร์ฟชาสไตล์อังกฤษ คนอังกฤษนิยมดื่มชาดำเป็นหนึ่งในชาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งสามารถเสิร์ฟชาจากแก้วได้เลย แต่หากต้องการอารมณ์ของการจิบชาแบบอังกฤษแท้ๆ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ กาน้ำชา (กาน้ำชาจีนหรือเซรามิค) ถ้วยชาพร้อมจานรอง โถน้ำตาล เหยือกครีม กาต้มน้ำ ถ้วยสำหรับทิ้งน้ำชาหรือใบชาที่เหลือ และจานของว่าง

โดยปกติเวลาดื่มชาของอังกฤษมักจะเริ่มประมาณ 4 โมง หากที่ร้านอยากเสิร์ฟเป็นเซ็ต Afternoon Tea ที่เสิร์ฟชาคู่กับของว่าง สามารถเสิร์ฟชาได้ตลอดเวลาตั้งแต่ บ่าย 2-5 โมง Afternoon tea ดั้งเดิมมักทานคู่กับแซนด์วิชชิ้นเล็กๆ สโคน และขนมอบหลากหลายชนิด อัลมอนด์ชอร์ตเบรด ชีสเค้ก มาการอง บิสกิต หรือเค้กกล้วยหอมก็ได้

หาร้านไหนอยากเสิร์ฟพร้อมกับนม น้ำตาล หรือเลม่อน แนะนำเป็นให้จัดวางเรียงแยกไปในชุดน้ำชา เพื่อให้ลูกค้าสนุกและเปิดประสบการณ์กับการเติมส่วนผสมที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้รสชาติตามชอบ แต่ไม่แนะนำให้เติมเลมอนและนมพร้อมกัน เพราะกรดซิตริกของมะนาวจะทำให้โปรตีนในนมแข็งเป็นก้อน ลำดับที่แนะนำ คือ เทชาก่อน เติมน้ำตาล แล้วค่อยวางมะนาวลงบนชาเบาๆ เป็นอันดับสุดท้าย

นอกจาก Afternoon Tea แล้ว ยังมี High Tea นิยมจิบชากันประมาณ 5 โมงเย็น ถึง หนึ่งทุ่ม อาหารที่เสิร์ฟคู่กับชาเวลานี้ จะเป็นอาหารที่หนักกว่า Afternoon Tea เช่น อาหารจานร้อนชนิดหนึ่ง ขนมปัง มันฝรั่ง ผัก ชีส เนื้อ สตูว์ มัฟฟินแบบชาวเวลส์ พายหรือไข่เจียว นั่นเอง
ลองดูว่าถ้าร้านของคุณเป็นร้านชาสไตล์อังกฤษ การจัดชุดเมนู ชาแบบ Afternoon Tea และ High Tea ก็เป็นชุดเมนูที่น่าสนใจดึงดูดลูกค้าได้ดีทีเดียว

2. การเสิร์ฟชาสไตล์ญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นเคยกับการเสิร์ฟแบบสไตล์ญี่ปุ่นอยู่แล้ว ที่เน้นความเรียบง่ายของดีไซน์ภาชนะที่ใช้ในการเสิร์ฟ ขนมที่นิยมเสิร์ฟด้วยก็นิยมเป็นขนมชิ้นเล็กเช่นเดียวกัน ที่เรียกว่า วากาชิ ซึ่งคนญี่ปุ่น นิยมทานขนมให้หมดก่อนถึงจะนำชามาเสิร์ฟ แต่ถ้าร้านไหนต้องการเพิ่มความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป อาจจะมีมุมเล็กๆของที่ร้าน หรือที่เคาน์เตอร์บาร์ ที่โชว์การชงชาตามพิธีดั้งเดิมของญี่ปุ่นโดยใช้ฉะชะขุในการตักผงชา ใช้ฉะเซ็นในการตีผงชาให้ละลาย และมีการหมุนถ้วยชาก่อนดื่มอย่างที่เรานิยมเห็นตามรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั่นเอง

บางร้านหากไม่เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมในการชงชามากนัก มักเปิดเพลงบรรเลงในร้านสไตล์ญี่ปุ่น หรืออาจะมีเสียงน้ำไหลเบาๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นนั่นเอง

แล้วการเสิร์ฟชาที่ร้านคุณเป็นแบบไหน ลืมจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามไปของ เอกลักษณ์ชา ไปรึเปล่า ลองใช้เวลาว่างสักวัน ดื่มด่ำการชาที่คุณชอบ อาจจะได้ไอเดียที่จะ PRESENT ชาในแบบของคุณได้นะ ^^

ที่มา

https://www.hibiki-an.com/index.php/cPath/26
https://www.ooigawachaen.co.jp/blog/2015/12/16/249
https://www.alfemminile.com/none/none-s4002149.html

By : Contrary To Popular Belief

Share on facebook
Share on twitter

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

Matcha Cookie เมนูง่ายๆที่ไม่ธรรมดา

หากพูดถึงคุ้กกี้ ขนมเบเกอรี่พื้นฐานที่สุดที่ทำได้ง่าย เห็นได้จากสถานการณ์ช่วงนี้ที่หลายคนเริ่มเปิดเตาอบขนมขายกันจนลูกค้าเองก็เลือกไม่ถูกว่าจะทานขนมจากร้านไหนดี ดังนั้น เพื่อให้เรามีร้านขนมที่แตกต่างจากร้านอื่น การใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ลงไปจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในทุกๆขั้นตอน
เริ่มจากการทำคุ้กกี้เนยชาเขียวปกติที่สามารถสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นได้ง่ายๆ เพียงเพิ่มลวดลายด้วยการเคลือบช็อคโกแลต หรือไวท์ช็อคโกแลต โรยด้วยผงชาเขียวอีกเล็กน้อย หรือโรยช็อคโกแลตชิพ แต่งด้วยดอกไม้ที่รับประทานได้ เป็นการสร้างความแตกต่างที่ทำให้คุ้กกี้ชาเขียวเพลนๆดูมี Value มากขึ้น

นอกจากการเพิ่มท้อปปิ้งบนคุ้กกี้ชาเขียวเพลนๆแล้ว การใส่ส่วนผสมเพิ่มความหลากสีให้คุ้กกี้ 1 ชิ้น ก็เป็นอีกไอเดียที่มือใหม่บางคนไม่กล้าทำ ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวรสชาติและสีที่ออกมาไม่สวยและอร่อย จึงเน้นทำแยกรสชาติไปเลย แต่ถ้าใครที่พอมีฝีมืออยู่แล้ว ก็แนะนำให้ผสมหลายๆรสชาติ ไว้ด้วยกัน จะยิ่งทำให้ขนมชิ้นนั้นมีมิติมากขึ้น

นอกจากนี้หากใครมีฝีมือในการปั้นก็ยังสามารถทำคุ้กกี้ชาเขียวเป็นรูปทรงต่างๆตามธรรมชาติ อย่างใบไม้ หรือรูปสัตว์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าแม่และเด็กมากขึ้น

นอกจากการทำคุ้กกี้เป็นลวดลายต่างๆแล้ว อีกสไตล์การทำคุ้กกี้ที่น่าสนใจ คือ การทำ โมจิมัทฉะคุ้กกี้
คุ้กกี้ชาเขียวสอดไส้โมจินุ่มหนึ่บ เป็นคุ้กกี้สไตล์ญี่ปุ่น ที่ในไทยยังไม่มีร้านไหนทำ หากใครสนใจลองเปิดเตาทำเมนูนี้ มาดูสูตรไปพร้อมๆกันเลย……

เริ่มจากใช้แป้งข้าวเหนียว 80 กรัม ผสมกับน้ำตาล 80 กรัม และน้ำ 90 กรัม คนให้เข้ากัน แล้วเอาเข้าไมโครเวฟ 600 วัตต์ เป็นเวลา 1.20 นาที แล้วเอาออกมาคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ อีก 10 – 20 วินาที แล้วเอาออกมาคน ปั้นม้วนไว้เป็นทรงกระบอกเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ตัดแบ่งพักไว้ให้แต่ละชิ้นหนาประมาณ 1 ซม.

ขั้นต่อไป ทำคุ้กกี้ชาเขียวได้ตามสไตล์ที่ทางร้านชอบ เพียงแค่ช่วงที่ปั้นโดว์คุ้กกี้เอาโมจิที่ทำไว้แล้วใส่ไว้ตรงกลาง แล้วเข้าอบได้ตามปกติเลยเพราะแป้งโมจิสุกแล้ว ส่วนเทคนิคเพิ่มเติมที่แนะนำคือ คุ้กกี้ชาเขียวนี้ควรใช้น้ำตาลทรายแดงในการทำจะอร่อยยิ่งขึ้น

ส่วนใครที่อยากแตกต่างอีกวิธีคือ การทำคุ้กกี้โอริโอ้ แต่ใส่ไส้ครีมชาเขียวแทน ก็เป็นอีกเมนูที่น่าทานและทำไม่ยาก เพียงแค่ใช้สูตรคุ้กกิ้ที่ทางร้านทำอยู่แล้วมาดัดแปลงเพิ่มเล็กน้อย



นอกจากการให้ความสำคัญกับตัวสินค้าแล้ว แพคเกจในการใส่ขนมก็ควรแตกต่างและโดเด่นไม่ซ้ำใครเช่นกัน ร้านส่วนใหญ่นิยมใส่กระป๋องพลาสติกง่ายๆ หรือถุงใสแล้วติดสติกเกอร์โลโก้ร้าน เพราะเป็นต้นทุนแพคเกตที่ราคาประหยัดที่สุด แต่ถ้าเราเพิ่มลูกเล่นลงไปในคุ้กกี้ แต่ถ้าเราเพิ่มกิมมิคด้วยการติดโบว์ หรือข้อความน่ารักๆเหมาะกับการเป็นของฝาก ก็ช่วยเพิ่ม value ทำให้คนอยากซื้อให้กันมากขึ้น
เราจะเห็นที่ญี่ปุ่นเวลาเราไปสถานที่ต่างๆ จะมีการทำขนมแล้วตีตราสถานที่นั้นๆ อย่างเช่นที่สวนสัตว์ หรืออะควาเรี่ยม ก็จะมีการทำคุ้กกี้เป็ฯลวดลายสัตว์เรียงแพ็คลงกล่องอย่างสวยงาม ทำให้คนที่ไปเที่ยวสถานที่นั้นๆ เห็นแล้วอยากซื้อกลับไปเป็นของฝากเราจะเห็นที่ญี่ปุ่นเวลาเราไปสถานที่ต่างๆ จะมีการทำขนมแล้วตีตราสถานที่นั้นๆ อย่างเช่นที่สวนสัตว์ หรืออะควาเรี่ยม ก็จะมีการทำคุ้กกี้เป็ฯลวดลายสัตว์เรียงแพ็คลงกล่องอย่างสวยงาม ทำให้คนที่ไปเที่ยวสถานที่นั้นๆ เห็นแล้วอยากซื้อกลับไปเป็นของฝาก
การจัดชุดเสิร์ฟอีกวิธีที่ไม่ควรพลาด คือ กล่องของขวัญบ็อคเซ็ต สำหรับทุกเทศกาล เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่แม้ค้าออนไลน์ไม่ควรลืมที่จะคำนึงถึงตรงนี้ เพราะลูกค้ายุคนี้เน้นดูที่แพคเกจก่อนเป็นอย่างแรก เพราะฉะนั้น ถ้าขนมเราอร่อยแล้วอย่าลืมที่จะหาแพคเกจจิ้งเก๋ๆ มาเสิร์ฟขนมให้ลูกค้า ไปสร้างความประทับใจกับผู้รับอีกต่อนึง

ที่มา

https://raineorshinecakery.wordpress.com/recipes/cookies/matcha-moochie/
https://veggiekinsblog.com/2019/05/25/matcha-monstera-cookies/
https://www.pinterest.com/pin/811562795335676576/
http://www.chatelaine.com/recipe/desserts/christmas-cookies-green-tea-butter-cookies/

By : Contrary To Popular Belief

Share on facebook
Share on twitter

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

ไอศครีมชาเขียวสำหรับทุกคน

Main Idea : หลายคนคงทราบกันอยู่แล้วว่า การดื่มชามีประโยชน์มากมาย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าการดื่มชามากจนเกินไปจะมีผลเสียต่อร่างกายพอสมควรเลยทีเดียว

1. การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา ทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงควรดื่มน้ำชาล้วนๆไม่ควรปรุงแต่ง นอกจากจะได้สารอาหารที่ครบถ้วนแล้วยังไม่อ้วนจากน้ำตาลที่ปรุงแต่งเข้าไปด้วย

2. ใบชายังมีองค์ประกอบของฟลูออไรด์ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง และสูงกว่าปริมาณในน้ำประปา หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป จะเกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลำไส้ โรคกระดูกพรุน (Osteofluorosis) โรคข้อ และโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับกระดูก และยังทำให้ฟันเกิดคราบเหลืองได้ ยิ้มฟันขาวๆจะหายไป แต่ผู้ที่ดื่มไม่มาก ก็คงไม่ต้องกังวล


สูตรเจือจาง สูตรธรรมดา สูตรเข้มข้น
ผงชาเขียว 2 g. 8 g. 14 g.
น้ำอุ่น 10 g. 20 g. 40 g. >>> น้ำ จะใ้ช้อุณหภูมิประมาณ 80 องศา
น้ำตาล 50 g 50 g 50 g
นม 200 g 200 g 200 g
ครีมสด 70 g 70 g 70 g

วิธีการทำไอศครีมชาเขียวเริ่มจากนำผงชาเขียวมาละลายน้ำตีจนไม่เหลือผงชา เติมน้ำตาล ครีมสด นม ลงไปแล้วตีให้เข้ากัน นำเข้าช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาคนทุกๆ 1 ชั่วโมงจนกว่าเนื้อจะเนียนเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ซึ่งไอศครีมชาเขียว คนญี่ปุ่นมักนิยมทานคู่กับดังโงะโมจิ แป้งนุ่มหนึ่บสไตล์ขนมญี่ปุ่น หรือจะเป็น ผลไม้สด อย่างสตอเบอรี่ หรือส้ม รวมถึงถั่วแดงกวน ที่มีความหวานเล็กน้อย เพื่อตัดความเข้มข้นของชาเขียว

หากใครลองทำตามสูตรนี้แล้วอยากได้ความเข้มข้น หรือเจือจางของชาเขียวแบบอื่นๆสามารถเทียบอัตราส่วนเพิ่มลดได้อีกตามชอบ

เพิ่มความอร่อยและแตกต่างให้ไอศครีมชาเขียวแบบธรรมดาด้วย 3 สูตรแนะนำ ให้คุณต่อยอดเมนูชาเขียวให้ว้าว!! กว่าเดิม วิธีทำง่ายมากเพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้ากันแล้วนำไปแช่ช่องฟรีซ หมั่นเอาออกมาคนให้เนียน ใช้เวลาทั้งหมด ประมาณ 5-6 ชั่วโมงแล้วแต่ความเย็นของตู้เย็นแต่ละบ้าน เริ่มด้วย Vegan Matcha Avocado Ice Cream สูตรนี้เป็นเมนูวีแกน เหมาะสำหรับคนที่แพ้นมวัว

ส่วนผสม

  1. อะโวคาโดครึ่งลูก
  2. นมอัลมอนด์ ¾ ถ้วย
  3. อะกาเวไซรัป หรือ เมเปิ้ลไซรัป ¼ ถ้วย
  4. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  5. ผงชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
  6. เกลือ ½ ช้อนชา
  7. เพิ่มท็อปปิ้งโรยหน้าทานคู่กับไอศครีมชาเขียวอะโวคาโดด้วยถั่วพิซาชิโอ้ ใบมิ้นต์ หรือโกโก้นิปส์ ก้ได้

ตามด้วยอีกเมนูที่กลิ่นหอมสดชื่นอย่าง Matcha Mint Chocolate Chunk Ice Cream

วิธีทำ

  1. นำไข่แดง เกลือ น้ำตาลผสมให้เข้ากัน ตีจนขึ้นฟูเนียน อุ่นนมด้วยไฟกลาง แล้วเทนมลงส่วนผสมของไข่ค่อยๆตี พอเริ่มเข้ากันใส่ครีมและผงชาเขียวลงไป คนต่อเนื่องช้าๆจนเนียนเป็นเหมือนเนื้อคัสตาร์ด
  2. นำใบมิ้นต์ใส่ตะแกรงแล้วเอาน้ำร้อนเทลงไปประมาณครึ่งถ้วย พอใบมิ้นต์เหี่ยว ให้เอามาช้อนบดใบมิ้นกับตะแกรงบีบน้ำออกจากใบให้มากที่สุดใส่ลงไปในข้อ 1 ส่วนใบมิ้นต์ที่เป็นกากที่เหลือนำไปปั่นให้ละเอียด เทผสมลงไปในข้อ 1 คนให้เข้ากัน แล้วนำไปเข้าตู้เย็น วิธีนี้จะทำให้ได้ไอศครีมมิ้นต์แท้ๆที่ไม่ต้องแต่งกลิ่น หรือใช้สีสังเคราะห์
  3. นำไปเข้าช่องฟรีซ มันเอาออกมาคนทุกๆ 1 ชม. หลังจากนำออกมาคนรอบที่ 2 ให้เทดาร์คช็อคโกแลตครึ่งนึงที่นำไปละลายไว้ก่อนแล้วลงไป แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง แช่ช่องฟรีซต่อเหมือนเดิม
  4. หลังจากไอศครีมเซ็ตตัว โรยดาร์คช็อคโกแลตที่แบ่งไว้ที่เหลือด้านบนไอศครีม ใช้ที่ตักไอศครีมตักม้วนทั้งไอศครีมชาเขียวมิ้นต์ และดาร์คช็อคโกแลตเข้าด้วยกัน เสิร์ฟใส่ถ้วยหรือโคน ตกแต่งด้วยใบมิ้นต์อีกครั้งเพื่อเพิ่มความสดชื่นและให้กลิ่นหอม


เมนูสุดท้ายที่อยากแนะนำเป็น Honey Matcha Raspberry Ice cream

ส่วนผสม

  1. ผงชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
  2. นมอัลมอนด์ ¾ ถ้วย
  3. น้ำผึ้ง ¼ ถ้วย
  4. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  5. ราสเบอรี่แช่แข็ง 1 ถ้วย

ที่มา

http://www.chopstickchronicles.com/matcha-green-tea-ice-cream/
https://www.diannesvegankitchen.com/2019/03/10/vegan-matcha-avocado-ice-cream/
https://momentsofsugar.com/2019/03/10/pistachio-cardamom-matcha-ice-cream/
https://bojongourmet.com/matcha-mint-chip-ice-cream/#wprm-recipe-container-25879

By : Contrary To Popular Belief

Share on facebook
Share on twitter

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

5 เทคนิคการเสิร์ฟเมนูชาเขียวให้ดูญี่ปุ่นมากขึ้น

ช่วงนี้ไปร้านไหนก็ต้องเจอกับเมนูชาเขียว ไม่ว่าจะเครื่องดื่ม หรือ ขนม อาจจะเป็นเทรนด์ญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงเลยก็ว่าได้ ทำให้ลูกค้าหลายคนอาจจะรู้สึกได้ว่าไปร้านไหน ก็เหมือนกัน จนตัดสินใจไปในร้านที่ใกล้และสะดวกกว่าแทน ส่งผลต่อยอดขายที่อาจตกลงได้

วิธีสร้างจุดต่างให้กับเมนูในร้าน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มยอดขายในระยะสั้นเท่านั้น อีกวิธีที่จะช่วยสร้างจุดเด่นของร้าน ให้ต่างจากร้านอื่น คือการเพิ่มเอกลักษณ์ ที่ไม่เหมือนใครให้กับสินค้า ยิ่งถ้าเป็ฯร้านชาด้วยแล้ว หลายคนต้องนึกถึงร้านคาเฟ่เก๋ๆในญี่ปุ่นแน่นอน

ดู 5 เทคนิคการเสิร์ฟเมนูชาเขียวให้ดูญี่ปุ่นมากขึ้นง่ายๆ สร้างความครีเอทให้ลูกค้าได้เข้ามาแชะ แชร์ เหมือนได้ไปคาเฟ่ที่ญี่ปุ่นจริงๆ

  1. เพิ่มวัตถุดิบความเป็นญี่ปุ่น หลากหลายเมนูที่ญี่ปุ่นมักมีส่วนประกอบของ
    1. ถั่วแดง เพราะถั่วแดงเป็นพืชที่เติบโตมาพร้อมกับชาวญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ถั่วแดงเจริญงอกงาม นำมาเป็นส่วนผสมของขนมได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นวัตถุดิบหลักที่ควรเอามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเมนูที่ร้าน เช่น จากมูสชาเขียว เพิ่มถั่วแดงเข้าไปเป็นส่วนประกอบด้วยจะยิ่งน่าทานมากขึ้น หรือชาเขียวลาเต้ธรรมดา เพียงแค่ใส่ถั่วแดงเข้าไป ยิ่งเพิ่มความน่าทานให้มากกว่าปกติอีก
    2. ดอกซากุระ ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องนึกถึงญี่ปุ่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลายๆที่นิยมนำดอกซากุระหมักเกลือมาเป็นส่วนปสมหนึ่งในขนม ซึ่งในไทยถือว่าเป็นวัตถุดิบที่หายาก เหมาะกับการนำมาต่อยอดเมนูที่ร้าน เช่น มัทฉะลาเต้ร้อนๆท้อปปิ๊งด้วยซากุระ ให้กลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิเบาๆ มัฟฟินธรรมดา เพิ่มความน่าทานเพียงท้อปปิ้งด้วยซากุระครีมสด
    3. ใช้สี หรือรูปร่างของขนมให้อิงกับฤดูกาลของญี่ปุ่น เช่นเดือนมีนา ใช้สีชมพู มาเป็นส่วนของเค้ก หรือทำคุ้กกี้ หรือแพนเค้กเป็นทรงใบไม้ตามเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสี

ที่มา

Our anniversary cake ~ Matcha and red bean mousse

https://www.facebook.com/mofcafe

http://shewhoeats.blogspot.com/2010/04/sweets-over-flowers.html

By : Contrary To Popular Belief

Share on facebook
Share on twitter

Related Blogs

แอบบอก สูตรเค้กชาเขียวญี่ปุ่น เหมาะกับคนแพ้ง่าย !!

ถ้าพูดถึงวัตถุดิบหลักในการทำขนม หลายคนต้องนึกถึง นม ไข่ เนย ที่เป็นวัตถุดิบที่มีกลิ่นหอม และอร่อยล้ำ แต่ในทางตรงกันข้าม วัตถุดิบเหล่านี้ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักเพื่อย่อยสลาย บางคนอาจจะทานได้ในปริมาณที่จำกัด นอกจากนี้ในปัจจุบันมีเด็กที่แพ้อาหารดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาก อาหารแมคโครไบโอติกส์ จึงเป็นอีกทางเลือกของคนกลุ่มนี้

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ถ้าจะเป็นขนมสุขภาพดีต้องใช้แป้งโฮลวีตแบบละเอียด 100% ในการทำขนม ซึ่งแป้งโฮลวีตนี้เป็นแป้งไม่ขัดขาว ที่มีส่วนผสมของรำข้าวอยู่ด้วย แต่เนื้อเค้กแบบนี้มักจะแข็งกระด้าง ไม่อร่อย ที่ญี่ปุ่นนิยมใช้แป้งเค้กมาผสมครึ่งนึ่งของสูตรแป้ง เพื่อให้เนื้อเค้กนุ่มฟู ได้สัมผัสของความเป็นเค้ก

รอบนี้เอาใจคนไม่มีเตาอบด้วยสูตรเมนูเค้กปอนด์นุ่มฟูสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำไปนึ่งแทน เค้กปอนด์จะค่อยๆสุกด้วยไอร้อน เนื้อสัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ ละมุนลิ้น รสขมนิดๆของชาเขียวที่เข้ากันกับรสหวานของถั่วดำ การทำสูตรนี้มือใหม่หัดทำขนมก็สามารถทำได้ เพราะเพียงแค่ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี โดยเฉพาะแป้งและของเหลวที่ควรคนให้เนียนเข้ากันดีโดยไม่หยุดมือ จากนั้นเทใส่พิมพ์แล้วอบโดยเร็ว มิฉะนั้นเค้กจะไม่นุ่มฟู แต่ถ้ากรณีที่บางสูตรของเค้กนึ่งมีส่วนผสมของน้ำมัน และแป้ง ให้คนส่วนผสมพอเข้ากันไม่ให้เห็นเม็ดแป้งก็พอ เพราะหากคนนานเกินไป ก็จะส่งผลให้เค้กไม่ฟูเช่นกัน

ส่วนผสม

  1. แป้งเค้ก 100 กรัม
  2. ส่วนผสม A
    1. แป้งโฮลวีตแบบละเอียด 50 กรัม
    2. ผงฟู 2 ช้อนชา
    3. น้ำตาลเทนไซ หรือน้ำตาลสีรำ 40 กรัม ตัวนี้จะช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลลำไส้ ทานแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำกว่าประเภทอื่น
    4. เกลือป่นเล็กน้อย
  3. เกลือป่นเล็กน้อย
    ส่วนผสม B

    1. ผงชาเขียว 2 ช้อนชา
    2. นมถั่วเหลือง 1 ⅓ ช้อนโต๊ะ
  4. นมถั่วเหลือง 1 ⅓ ช้อนโต๊ะ
    ส่วนผสม C

    1. แบะแซ หรือ Corn syrup 2 ช้อนโต๊ะ เป็นสารให้ความหวานที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก
    2. เมเปิ้ลไซรัป 1 ช้อนโต๊ะ
    3. น้ำมันเมล็ดองุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
    4. นมถั่วเหลือง 100 มิลลิลิตร
  5. ถั่วดำ ¼ ถ้วย ต้มให้สุกแล้วพักไว้

วิธีทำ

  1. ร่อนแป้งเค้กลงในอ่างผสม ใส่ส่วนผสม A ลงไป พร้อมถั่วดำที่ต้มแล้วครึ่งนึง ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันแล้วพักไว้
  2. ให้เข้ากันแล้วพักไว้
    เทส่วนผสม C ลงในอ่างผสมใช้ตะกร้อมือคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเทรวมลงในข้อ 1 ใช้พายยางคนให้พอเข้ากัน แต่อย่าคนนานเกิน เอาแค่เป็นเนื้อเดียวกัน
  3. คนส่วนผสม B ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เทลง ข้อ 2 คนรวมๆกันด้วยความเร็ว เพราะถ้าทิ้งไว้นาน ชาเขียวจะจับตัวเป็นก้อน ทำให้การคนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันยาก
  4. เทส่วนผสมลงพิมพ์ หรือถ้วยที่ต้องการ วางพิมพ์ลงบนหม้อนึ่งที่มีน้ำต้มเดือดแล้ว นึ่ง 30 นาที เมื่อสุกดี ยกลงจากเตา แกะออกจากกระดาษไข พ้อมเสิร์ฟ หรือถ้ายังไม่ทานเลย วางพักไว้บนตะแกรงให้เย็นสนิทก่อน
  5. หลังเค้กเย็นแล้ว ให้ห่อเค้กปอนด์ด้วยพลาสติกใสถนอมอาหารให้มิด นำไปแช่เย็นไว้ จะเก็บได้นานถึง 3 วัน หรือถ้าวางไว้ที่อุณหภูมิห้องแนะนำให้ทานภายใน 1-2 วัน หรือถ้าต้องการทานแบบอุ่นๆสามารถนำเค้กไปนึ่งใหม่ได้ ประมาณ 40 วินาทีหลังน้ำเดือด

ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาชนิดใดก็ตาม ควรดื่มในปริมาณ และเวลาที่เหมาะสมเพื่อบำรุงร่างกายจะดีกว่าการดื่มที่มากเกินไป ^^

ที่มา

https://cookingwithdog.com/recipe/matcha-mushipan/www.roof-kitchen.jp

https://www.pinterest.com/pin/654359020846628778/

By : Contrary To Popular Belief

Share on facebook
Share on twitter

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง